Maria Rider International Literary Agency
Working at the intersection of publishing, authorship and international collaboration
บางสิ่ง ที่มีความหมายต่อทุกสิ่งทุกอย่าง : โลกของ ทรงศีล ทิวสมบุญ
นักเขียน นักวาดภาพประกอบ และนักดนตรี ทรงศีล ทิวสมบุญ พูดคุยถึงศิลปะในฐานะภาษาสากล การค้นหาความหมาย และอิสรภาพในการเปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่เสมอ
หลายปีที่ผ่านมา ผู้อ่านบางท่านไม่ทราบว่านิยายภาพเรื่อง Nine Lives
และหนังสือ Improvise ถูกสร้างสรรค์โดยผู้เขียนคนเดียวกัน
โลกทั้งสองดูเหมือนอยู่ไกลกันเกินจะเชื่อมถึง
เล่มหนึ่งคลี่คลายออกมาในรูปนิทานเชิงปรัชญา
ในขณะที่อีกเล่มมีเรื่องราวลื่นไหลราวกับการคว้าจับกระแสธารของ อารมณ์ ภาพ
และสภาวะความรู้สึกที่ผ่านเข้ามาเพียงเสี้ยววินาที
ตัวละคร ภาษาภาพ บรรยากาศ และเทคนิคในทางศิลปะล้วนแตกต่างกันอย่างเด่นชัด
ราวกับว่าผลงานเหล่านี้ถูกสร้างโดยศิลปินคนละคนกันเลยทีเดียว
สิ่งนี้เองที่เป็นแก่นแท้ของ ทรงศีล ทิวสมบุญ เขาไม่ได้มี “สไตล์เดียว” ในความหมายตามแบบแผน
เขาไม่ได้มุ่งจะสร้างลายเซ็นในงานด้านภาพที่ใครเห็นก็จำได้ ไม่ได้ทำซ้ำสูตรศิลปะที่เคยค้นพบ
และไม่ได้สร้างแบรนด์บนความงามแบบตายตัว
ในทางกลับกัน ผลงานแต่ละชิ้นต่างค้นหาภาษาของตัวเอง
ภาษาที่เหมาะที่สุดในการถ่ายทอดความหมายที่อยู่ใจกลางของสิ่งนั้น
ตลอดเวลากว่า 20 ปีบนเส้นทางการสร้างสรรค์ ทรงศีลได้สร้างโลกนับไม่ถ้วน
ผ่านหนังสือนิยายภาพ งานจิตรกรรม ดนตรี และนิทรรศการ
ผลงานของเขาได้รับการตีพิมพ์ในประเทศไทย ญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน และเวียดนาม

แอนิเมชันที่ดัดแปลงจาก Nine Lives คว้ารางวัลนานาชาติจำนวน 11 รางวัล
และถูกคัดฉายตามเทศกาลภาพยนตร์ 22 แห่งทั่วโลก
นิยาย Twilight Stained ของเขายังได้รับคัดเลือกเข้ารอบสุดท้ายรางวัล S.E.A. Write
ซึ่งเป็นหนึ่งในเกียรติยศทางวรรณกรรมที่ทรงคุณค่าที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
แต่ความสำเร็จเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเรื่องราวเท่านั้น
สิ่งที่ทำให้งานของทรงศีลโดดเด่นไม่ใช่ “สไตล์เฉพาะตัว” แบบตายตัว
หากคือความพร้อมที่จะปล่อยให้แต่ละแนวคิดกำหนดรูปแบบของมันเอง
ถึงกระนั้น เมื่อผู้อ่านได้พบกับผลงานของเขา สิ่งที่เด่นชัดยิ่งกว่ารูปแบบและวิธีการทำงาน
คือความสามารถในการถ่ายทอดแนวคิดที่ซับซ้อนผ่านภาพและเรื่องเล่า 
และการสร้างโลกซึ่งทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นในจินตนาการให้ความรู้สึก “จริง” ยิ่งกว่าความเป็นจริงเสียอีก

เราได้พูดคุยกับ ทรงศีล ทิวสมบุญ ว่าตัวละครของเขาถือกำเนิดขึ้นมาได้อย่างไร
เหตุใดความโดดเดี่ยวจึงจำเป็นต่อกระบวนการสร้างสรรค์
ศิลปะจะช่วยให้เราได้ประนีประนอมกับอดีตได้อย่างไร และแท้จริงแล้ว “บางสิ่ง ที่อาจหมายถึงทุกอย่าง” นั้นอาจหมายถึงอะไร
บนความหมาย
: Firehead คือตัวละครที่อยู่กับผมมายาวนาน
ผมวาดภาพของเขา รวมถึงเขียนเรื่องราวสั้นๆเกี่ยวกับตัวเขา
ลงในสมุดบันทึกหลายต่อหลายเล่มที่ผมเคยพกติดตัว
จนเมื่อถึงวันที่เขียนหนังสือ Beansprout & Firehead
ผมก็รู้สึกเหมือนสนิทสนมกับเขามานานแล้ว เหลือเพียงแค่เล่าเรื่องราวอกมาเท่านั้น
ตัวละคร Beansprout กับ Firehead กลายเป็นที่รักของผู้อ่านอย่างรวดเร็ว
มีตัวละครไหนบ้างไหมที่อยู่กับคุณมาตั้งแต่แรกเริ่ม อาจจะตั้งแต่ก่อนหนังสือเล่มแรกของคุณ หรือแม้แต่ตั้งแต่ช่วงวัยเด็ก?
ตัวละครแต่ละตัวถือกำเนิดขึ้นมาไม่เหมือนกันเลย
ในกรณีของ Beansprout & Firehead ตัวละครเองเป็นผู้พาผมเข้าสู่เรื่องราวในโลกของพวกเขา
แต่กับ Nine Lives ผมรู้สึกว่าตัวละครแต่ละตัวเหมือนเกิดมาจาก “ความหมาย” บางอย่างก่อน
แล้วความหมายนั้นค่อย ๆ กลายเป็นรูปลักษณ์ของพวกเขา และบทบาทเฉพาะตัวที่พวกเขามีอยู่ภายในเรื่อง

เช่นแมวสีขาว ที่ปรากฏตัวในสายหมอก และมอบความเชื่อมั่นในการตัดสินใจอันสว่างสไวและเป็นอิสระ 
หรือแมวสีเทา ที่ใช้ชีวิตก้ำกึ่งอยู่ระหว่างการมีทุกสิ่งที่ต้องการ กับการสูญเสียความความสามารถที่จะรู้สึกถึงความรักไปตลอดกาล
ตัวละครใหม่ ๆ เกิดขึ้นมาได้อย่างไร?
พวกเขาเป็นคนกำหนดเรื่องราว หรือว่าเรื่องราวต่างหากที่ให้กำเนิดพวกเขา?
เคยมีตัวละครไหนไหมที่โผล่มาแล้ว ทำให้แม้แต่คุณเองก็ยังรู้สึกประหลาดใจ?
ในผลงานของคุณมักมีบางสิ่งที่เป็นเรื่องส่วนตัวอย่างลึกซึ้งซ่อนอยู่ใต้พื้นผิวเสมอ มีหัวข้อใดไหมที่คุณยังไม่พร้อมจะสัมผัสอย่างจริงจังในตอนนี้ แต่คุณก็เริ่มรู้สึกถึงการมีอยุ่ของมันแล้ว?

เมื่อไม่กี่ปีมานี้ผมเพิ่งข้ามผ่านประเด็นที่ไม่พร้อมเข้าไปสัมผัสมันได้สำเร็จ มันเกี่ยวกับการกำเนิดของตัวผม  

แม่ผมมีโรคประจำตัวแต่กำเนิดคือโรคลิ้นหัวใจรั่ว แม่ต้องคุมอาหารและกินยาตลอดชีวิต
การออกกำลังกายหนักๆเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง ยิ่งการมีลูกด้วยยิ่งแล้วใหญ่
ผมมีพี่ชายหนึ่งคน และแม่ให้กำเนิดพี่ชายผมเพราะอยากมีลูกจริงๆ
โดยมีการวางแผนและดูแลสุขภาพอย่างเคร่งครัดเพื่อให้การมีลูกของผู้ป่วยลิ้นหัวใจรั่วปลอดภัย
พ่อเองก็ดูแลแม่อย่างใกล้ชิด จนในที่สุดพี่ชายผมก็คลอดออกมาสมบูรณ์ดีและแม่ก็ปลอดภัย
แต่หลังจากนั้น มีคำแนะนำจากหมออย่างเกือบจะเด็ดขาดกว่า ไม่ควรมีลูกอีก
เพราะการมีลูกเป็นภาระหนักต่อร่างกาย และจะมีผลให้โรคหัวใจอาการทรุดลง
แต่ผมก็หลุดรอดห่วงคุมกำเนิดออกมาได้ หมอบอกว่าโอกาสน่าจะหนึ่งในล้าน
พ่อกับแม่เป็นคนเล่าเรื่องนี้พวกให้ผมฟังอย่างขำๆ ในตอนที่ผมเริ่มโตพอจะรู้ความแล้ว
สิ่งที่ผมเข้าใจและซึมซับความหมายของมันอย่างช้าๆก็คือ,
หนึ่ง ผมมีชีวิตขึ้นมาบนโลกนี้ด้วยความบังเอิญ และสอง ผมอาจทำให้อายุขัยของแม่สั้นลง

ปัจจุบันคุณแม่ผมเสียแล้ว ในบางครั้งบางเวลา-ผมเคยรู้สึกว่ามีบางอย่างขับเคลื่อนผมอยู่ลึกๆ
เป็นความรู้สึกคล้ายกับว่า ผมควรจะมีคุณค่ากับโลกนี้ ใช้ชีวิตให้คุ้ม ทำนองนั้น
ผมก็ไม่แน่ใจว่าผมรู้สึกยังไง แค่รู้ว่ามีความรู้สึกบางอย่างอยู่ตรงนั้นลึกๆเสมอ
ซึ่งดูเหมือนว่าเรื่องบางเรื่อง พอได้พูดมันออกมาดังๆ หรือเขียนออกไปอย่างที่รู้สึก
ดูเหมือนน้ำหนักของมันจะเบาลง สิ่งนั้นอาจเปลี่ยนจากการเป็นภูตผีที่เราไม่กล้าเอ่ยชื่อไปเป็นสิ่งอื่น
จากเงาที่ตามหลอกหลอน กลายเป็นความจริงที่เราพยายามอยู่ร่วมกับมัน และบางครั้ง
ผมก็ถ่ายทอดเรื่องราวที่ยากจะเอ่ยถึง ออกมาในรูปแบบของงานเขียนและงานภาพเหนือจริง
โดยแทนค่าสิ่งต่างๆด้วยสัญลักษณ์ จนบางครั้งการถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านี้ ก็ช่วยคลี่คลายปมในใจไปโดยปริยาย
บนกระบวนการสร้างสรรค์
: ผมเขียนหนังสือเล่มล่าสุดไปได้ครึ่งทางแล้ว เมื่อวานผมเพิ่งอ่านทบทวน
และประหลาดใจที่ตัวเองจำบางส่วนไม่ได้เลย (มีวินาทีหนึ่งที่ผมสงสัยว่าตัวเองอาจมีอาการหลายบุคลิกอ่อนๆ?)
บทแรกของหนังสือเล่มนี้เริ่มต้นจากบรรยากาศก่อน
Improvise และ Nine Lives เป็นสองโลกที่ให้ความรู้สึกแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งในด้านสไตล์และบรรยากาศ
เมื่อคุณเริ่มสร้างผลงานใหม่ สิ่งใดมักจะเกิดขึ้นก่อนกัน — ภาพ บรรยากาศ น้ำเสียงของเรืองราว หรือคำถาม?
ทั้งสองแบบเกิดขึ้นได้
แต่ประสบการณ์ที่ผมชอบที่สุด คือช่วงเวลาที่ผมรู้สึกว่า
“เรื่องราวหนึ่ง” ซ่อนอยู่ในบางสิ่งที่ผมได้พบเจอ— ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ บทสนทนา
เหตุการณ์ หรือแม้แต่สิ่งของชิ้นหนึ่ง — และมันสำคัญเกินกว่าจะปล่อยให้หลุดมือไป

เมื่ออะไรแบบนั้นเกิดขึ้น การสร้างสรรค์จะบริสุทธิ์อย่างเหลือเชื่อ
บริสุทธิ์จนคุณแทบไม่มีทางเลือก นอกจากยอมปล่อยตัวเองให้ไหลไปกับมัน

เหมือนปล่อยให้ศิลปะและสัญชาตญาณเป็นผู้นำทาง มากกว่าพยายามจะควบคุมมัน
ผมเห็นตัวละครที่ผมเขียนอยู่ที่นั่น ตัวละครที่ผมสนิทสนมแต่ไม่ได้เขียนถึงนานแล้ว
และผมคิดถึงพวกเขา แล้วก็มีเหตุการณ์บางอย่างเริ่มต้นขึ้นที่ชายหาดแห่งนั้น
ซึ่งมันนำพาไปสู่การเขียนหนังสือทั้งเล่มในที่สุด
คุณเริ่มจากแนวคิดไปสู่ภาพ หรือภาพมาก่อนแล้วเรื่องราวจึงตามมา?
วันทำงานปกติของคุณเป็นอย่างไรบ้าง?
มีพิธีกรรมหรือกิจวัตรอะไรที่ถ้าไม่มีแล้วคุณจะทำงานไม่ได้ไหม?
แล้วคุณรู้ได้อย่างไรว่างานชิ้นหนึ่ง “เสร็จสมบูรณ์” แล้ว?

: ผมพยายามที่จะใช้ชีวิตให้มีคุณภาพ ตื่นเช้า ออกกำลังกาย
แต่บ่อยครั้งที่ผมไหลไปกับงานจนชีวิตไร้ระบบ
ผมใช้เวลาสี่เดือนเขียนนิยาย ‘Twilight stain’ ที่อ้างอิงถึงชีวิตวัยรุ่นของผมในโรงเรียนศิลปะ ซึ่งกลายเป็นนิยายสยองขวัญ coming of age 
นิยายเล่มนี้หลอมรวมความจริงเข้ากับจินตนาการ
ที่สะท้อนความหมายเกี่ยวกับชนชั้น การเป็นคนนอกในสังคม
และเป็นหนังสือเล่มแรกที่ผมทดลองทำงานเขียนด้วยตัวหนังสือแทบทั้งหมด
โดยมีภาพประกอบเพียงเล็กน้อย
ซึ่งทำให้หนังสือเล่มนี้ได้เข้าชิงรอบสุดท้ายรางวัล S.E.A. Write Award
เนื่องจากปกติรางวัลนี้ไม่ได้พิจารณางานภาพเป็นส่วนประกอบ ผมจึงไม่เคยส่งหนังสือเข้าชิงรางวัลเลย

ใน ‘Twilight stain’ ผมกระหายที่จะถ่ายทอดทั้งเรื่องราว ความหมาย
และเหตุการณ์ระทึกขวัญที่เปลี่ยนชีวิตตัวละครอย่างบาดลึก
จนระหว่างที่เขียนผมรู้สึกเหมือนเกิดความทรงจำอย่างใหม่ขึ้นในตัว
คล้ายกับว่าเรื่องราวในนิยาย คืออดีตส่วนหนึ่งที่เคยเกิดขึ้นในช่วงชีวิตวัยรุ่นของผมจริงๆ

ผมพบว่า บางครั้งเรื่องราวเหนือจริงในนิยาย ก็ขับเน้นความจริงได้ดียิ่งกว่าความจริงเองเสียอีก.
ปีที่ผ่านมา ผมวาดภาพภาพหนึ่งที่ชื่อว่า something that means everything 

มันเป็นภาพเหนือจริงที่ผมต้องการให้ผู้ชมได้ตีความอย่างที่ตัวเองรู้สึก
ซึ่งดูเหมือนว่าวินาทีแรกของแต่ละคนที่มองภาพนี้
พวกเขาจะสะดุดตาหรือตีความรายละเอียดในภาพแตกต่างกันไป .
มีไหม ความคิดบางอย่างที่ไม่อาจถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดได้เลย 
และเพราะเหตุนี้เองหรือเปล่า ที่ความคิดนั้นกลายไปอยู่ในรูปแบบของภาพวาดหรือดนตรี?

: มีมากทีเดียว บางแนวคิดที่ต้องการเปิดกว้างในการตีความ ผมเลือกใช้งานภาพและข้อความเพียงเล็กน้อยเป็นจุดเริ่มต้น
และให้รายละเอียดเพิ่มเติมในแง่ของเนื้อหาหรือบรรยากาศ โดยมีงานเขียนกับเสียงดนตรีประกอบไปกับภาพ
ในนิทรรศการแสดงภาพเขียนครั้งล่าสุดของผม มี QR Code อยู่ข้างภาพเขียนให้ผู้ชมได้สแกนเพื่อฟังเสียงดนตรีและเรื่องเล่า
ซึ่งนั่นขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ชมเอง ว่าต้องการเสพงานชิ้นนี้ไปถึงจุดใด
บางท่านก็พึงพอใจที่จะดูแค่ภาพและตีความอย่างที่ตัวเองต้องการ ซึ่งนั่นก็เป็นความงดงามของอิสระในการชมงานศิลปะ
ว่าด้วยหนังสือและนิยายภาพ
คุณเป็นทั้งนักเขียนและนักวาดภาพประกอบ ตัวตนสองด้านนี้พูดคุยหรือเจรจากันอย่างไรบ้าง? หรือว่าบางครั้งพวกเขาก็ขัดแย้งกันเองด้วย?

: สำหรับผมนี่เป็นวิธีที่ดีที่สุด ที่จะสร้างสรรค์หนังสือที่มีภาพประกอบ
เพราะมันเป็นเรื่องยากยิ่งที่นักเขียนจะแสดงให้เห็นถึงภาพในหัวได้อย่างชัดเจน
จนนักวาดภาพประกอบสามารถตีความได้อย่างถูกต้อง 100%
หากนักเขียนและนักวาดภาพประกอบเป็นคนเดียวกัน
ทั้งสองฝ่ายก็จะสามารถมองเห็นและรับรู้ถึงสิ่งที่อยู่ในความคิดของอีกคนได้อย่างชัดเจน

   แต่ก็มีหลายครั้งผมขัดแย้งกับตัวเอง
เช่น วันหนึ่งผมอาจคิดว่าภาพนี้ดีแล้วหรือเนื้อหาตรงนี้ดีแล้ว
แต่สองวันถัดมา ผมมีความคิดอื่นโดยสิ้นเชิงและเชื่อว่ามันดีกว่า
ทำให้ผมต้องแก้งานตัวเองเพื่อให้ตัวเองพอใจ
ราวกับอีกบุคลิกหนึ่งที่เป็นบรรณาธิการไม่ยอมปล่อยผ่านไปง่ายง่าย
บางครั้งมันก็เหนื่อยทีเดียว(หัวเราะ).
Nine Lives มีกลิ่นอายแบบเอเชียอย่างชัดเจน
Bobby Swingers ก็ออกมาพร้อมซีดีซาวนด์แทร็ก
ส่วน Improvise ก็มีพลังดิบในความสดดิบของตัวเองอย่างมาก
ในกระบวนการทำงาน คุณเป็นคนเลือกกระดาษ สีสัน ผ้าหุ้มปก และแจ็กเก็ตเองหรือเปล่า
หรือว่าการตัดสินใจเหล่านี้เป็นสิ่งที่คุณทำร่วมกับสำนักพิมพ์?

ผมเป็นคนเลือกทุกรายละเอียดด้วยตัวเอง
ผมเชื่อว่านอกเหนือจากเนื้อหาภายในแล้ว
รูปแบบทางกายภาพของหนังสือก็เป็นงานศิลปะเช่นกัน
ปกหนังสือ เนื้อกระดาษ และการออกแบบโดยรวม
ล้วนสามารถช่วยขยายและเสริมความหมายของเรื่องราวที่อยู่ข้างในได้
ครั้งหนึ่ง ผมกับภรรยาได้ตกลงจัดจำหน่ายหนังสือเล่มหนึ่งของผมในประเทศญี่ปุ่น
เราตัดสินใจพิมพ์หนังสือในประเทศไทยแล้วส่งไปญี่ปุ่น
เพราะผมอยากดูแลกระบวนการผลิตด้วยตัวเองอย่างใกล้ชิด
และอยากทำงานร่วมกับโรงพิมพ์ที่เข้าใจแนวทางของเรา
สำหรับหนังสือที่ตีพิมพ์ในประเทศไทย ผมมักใช้เวลาทั้งวันอยู่ที่โรงพิมพ์
ตรวจปรู๊ฟทีละหน้าอย่างละเอียด
บางครั้งกระบวนการนี้ก็กินเวลาหลายวัน ตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำ
ผมมองว่าเมื่อหนังสือเล่มหนึ่งมีงานภาพจำนวนมาก
คุณภาพการพิมพ์จะส่งผลอย่างมหาศาลต่อประสบการณ์ของผู้อ่าน
ในประเทศอื่น ๆ อย่างเวียดนาม จีน และไต้หวัน
กระบวนการผลิตจะถูกดูแลโดยสำนักพิมพ์ท้องถิ่น ตามวิธีการและข้อจำกัดเชิงปฏิบัติของพวกเขาเอง
ซึ่งหลายครั้ง การตีความของพวกเขาก็ทำให้หนังสือในฉบับที่น่าสนใจและคาดไม่ถึงเช่นกัน
เคยไหมที่มีคนค้นพบความหมายบางอย่างในผลงานของคุณ
ที่คุณเองก็ไม่ได้ตั้งใจใส่มันลงไปตั้งแต่แรก?
แล้วสิ่งนั้นเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างในตัวคุณบ้างไหม?

ชายวัยกลางคนคนหนึ่ง ยืนอยู่หน้าภาพวาดของผมชื่อ Moment of Decision
เขาเริ่มร้องไห้
จากนั้นเขาก็ยิ้ม และบอกผมว่าภาพวาดนั้นทำให้เขามีความหวัง
ทั้งที่คุณหมอเพิ่งบอกเขาว่า เขาเหลือเวลาอีกไม่มากเพราะเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว
ผมบอกเขาตรง ๆ ว่าตอนที่ผมวาดภาพนี้
ผมเองก็ไม่รู้เลยว่าผู้คนจะรู้สึกอย่างไรเมื่อมองมัน
และผู้ชมแต่ละคนดูเหมือนจะมีประสบการณ์ที่แตกต่างกันไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อยืนอยู่ตรงหน้าภาพนี้
ชายคนนั้นยิ้ม ผมยังจำดวงตาของเขาได้ชัดเจนจนรู้สึกว่าถ้าจะให้วาดตอนนี้ก็คงทำได้เลย
แล้วเขาก็พูดว่า
“That’s the beautiful thing about art, isn’t it?”
ในความเป็นจริงแล้ว ผู้อ่านและผู้ชมยังคงทำให้ผมประหลาดใจอยู่เสมอ
พวกเขาเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้งานศิลปะขิ้นหนึ่งสมบูรณ์และเต็มไปด้วยความหมาย
เวลาที่คุณทำงาน คุณคิดถึงผู้อ่านด้วยไหม
หรือว่าคุณเสนอผลงานที่เสร็จสมบูรณ์ออกมาในฐานะผลลัพธ์ทางศิลปะเท่านั้น?

ทุกโปรเจกต์ที่ผมสร้างขึ้น — ไม่ว่าจะเป็นภาพเขียน งานเขียน ดนตรี หรือรูปแบบศิลปะอื่น ๆ
 — มักเป็นความรู้สึกเหมือนการเดินทางเข้าสู่โลกอีกใบหนึ่ง
ผมกลับออกมาพร้อมสิ่งที่ได้ค้นพบจากที่นั่น แล้วนำมันมาแบ่งปันให้กับผู้อื่น
ในความหมายนี้ ผลงานจึงมีอยู่ในฐานะผลลัพธ์ทางศิลปะก่อนเป็นลำดับแรก
หลังจากงานชิ้นหนึ่งเสร็จสมบูรณ์แล้ว ผมจึงค่อยเริ่มคิดถึงผู้ชมด้วยความรู้สึกตื่นเต้น
และหวังว่าพวกเขาอาจจะได้สัมผัสบางอย่าง คล้ายกับสิ่งที่ผมได้พบเจอมาก่อนหน้านั้น
มีเหตุการณ์ในการได้พบผู้อ่านครั้งใดไหม ที่คุณยังจำได้มาจนถึงทุกวันนี้?

เมื่อกว่าสิบปีที่แล้ว เพื่อนนักเขียนสองคนชวนผมไปร่วมทริปปลูกต้นไม้
บนภูเขาทางภาคเหนือของประเทศไทย
โดยมีกลุ่มผู้อ่านกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งเดินทางไปด้วย

ระหว่างทริปนั้น ผมได้พบผู้อ่านคนหนึ่งที่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็นแฟนหนังสือของผมเลย
แต่ผมก็ได้รู้ว่าเรามีวันเกิดวันเดียวกัน ต่างกันเพียงแค่ปีที่เราเกิดเท่านั้น
ทุกวันนี้ เธอคือภรรยาของผม
และเป็นคู่ชีวิต ที่สนับสนุนผมในทุกสิ่งที่ผมทำ
ความคิดเห็นของผู้อ่านมีอิทธิพลต่อการทำงานของคุณไหม
หรือว่าคุณพยายามปกป้องตัวเองจากอิทธิพลเหล่านั้น?

ความจริงก็คือ ไม่ว่าผู้อ่านหรือผู้ชมจะคิดอย่างไร
ผมก็ควบคุมไม่ได้อยู่ดี ว่าสุดท้ายแล้วงานศิลปะที่ผมสร้างจะออกมาในรูปแบบไหน
มีหลายครั้งที่ผมวางแผนอย่างรอบคอบว่าโปรเจกต์หนึ่งควรจะดำเนินไปอย่างไร
แต่กลับต้องทิ้งแผนเหล่านั้นไป
เพราะมีความคิดแวบหนึ่งที่โผล่ขึ้นมาแค่เสี้ยววินาที
แต่มันกลับทรงพลังจนไม่อาจมองข้ามได้
เวลาที่ผมทำงานร่วมกับผู้อื่น — เช่น ตอนออกแบบปกหนังสือ — ผมมักจะบอกพวกเขาว่า
“ผมรับประกันได้เพียงอย่างเดียวว่าผมจะทำให้ดีที่สุด
เชื่อใจผมได้ไหม?”
ว่าด้วยปรัชญาแห่งการสร้างสรรค์
ความสันโดษมีความสำคัญต่อการทำงานของคุณไหม
หรือว่าคุณได้แรงบันดาลใจจากการอยู่ท่ามกลางผู้คนมากกว่า?

ความโดดเดี่ยวเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
เวลาที่ผมอยู่ท่ามกลางผู้คน — ระหว่างเดินทาง นั่งอยู่บนเครื่องบิน
หรือใช้เวลาในคาเฟ่ — ผมมักจะจดไอเดียหรือร่างภาพเล็กๆ
ลงในสมุดบันทึกที่พกติดตัวไว้เสมอ
แต่การจะเปลี่ยนไอเดียเหล่านั้นให้กลายเป็นผลงานที่เสร็จสมบูรณ์
ผมจำเป็นที่จะต้องทำมันเพียงลำพัง ท่ามกลางความเงียบเท่านั้น
ช่วงเวลาก่อนรุ่งสาง
คือช่วงเวลาที่ผมชอบสร้างสรรค์งานมากที่สุด
สำหรับคุณแล้ว “แรงบันดาลใจ” คืออะไร
เป็นสิ่งที่ต้องนั่งรอให้มันมาเอง
หรือเป็นสิ่งที่คุณสามารถควบคุมได้?

สำหรับผม แรงบันดาลใจเป็นเหมือนเพื่อนที่มีหัวใจอิสระมาก
ซึ่งบางครั้งก็มาหาโดยที่คุณไม่ได้นัด และบางครั้งก็หายไปให้คุณต้องตามหา
บางครั้งเพื่อนที่ว่านี้ ก็ไปปรากฏตัวอยู่ในที่ที่เราคาดไม่ถึง
แล้วชี้ชวนให้ดูในสิ่งที่เราไม่เคยสังเกตหรือรับรู้มาก่อน

แต่เมื่อช่วงเวลาที่สำคัญมาถึง และผมรู้แน่ชัดว่าต้องลงมือทำงานให้สำเร็จ
ผมจะนั่งลงคุยกับแรงบันดาลใจ
และจดบันทึกทุกรายละเอียดที่เพื่อนคนนี้อยากบอก
เพื่อทำสิ่งนั้นให้เป็นรูปเป็นร่างในโลกความเป็นจริง
ครั้งหนึ่ง การวาดภาพเคยช่วยชีวิตคุณไว้
ตอนนี้อะไรคือสิ่งที่ช่วยพยุงทุกอย่างให้ดำเนินต่อไป?

ผมรู้สึกว่ายังมีสิ่งนับไม่ถ้วนที่ผมอยากจะสร้างสรรค์ สำรวจ
และเฝ้าดูมันค่อย ๆ คลี่คลายตัวเองตัวออกมาในโลกใบนี้

รวมถึงความปรารถนาดีและแสงสว่างจากเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
ผมโชคดีที่ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้กับผู้คนมากมายผ่านงานศิลปะ
ซึ่งช่วยให้ผมมีศรัทธาในแง่งามของมนุษย์
และบางครั้ง
แม้แต่ด้านที่มืดมิดในความเป็นมนุษย์ของเรา
ก็อาจก่อให้เกิดผลสะท้อนที่เป็นแสงสว่างได้เช่นกัน.
ทรงศีลทิวสมบุญ
อาศัยและทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ เขาสร้างหนังสือ นิยายภาพ งานจิตรกรรม และดนตรี ซึ่งเดินทางไปพบผู้ชมไกลเกินกว่าพรมแดนของประเทศไทยมานานแล้ว
ผลงานของเขาถูกแปลเป็นภาษาญี่ปุ่น จีน เวียดนาม และไต้หวัน และกำลังมีการเจรจาเพื่อตีพิมพ์ผลงานของเขาในประเทศรัสเซีย
ฃการได้พบผลงานของเขาสำหรับฉันเริ่มขึ้นแทบจะโดยบังเอิญ
ฉันแวะเข้าไปในแกลเลอรีเล็ก ๆ ชื่อ Trendy Gallery ที่ River City
แล้วพบว่าตัวเองยืนนิ่งอยู่หน้าภาพของเขา
บางครั้งระหว่างคนคนหนึ่งกับงานศิลปะชิ้นหนึ่งจะเกิดความรู้สึก
“รู้จักกันอยู่แล้ว” ขึ้นมาทันที เป็นสิ่งที่อธิบายด้วยเหตุผลล้วน ๆ ได้ยากมาก
และสำหรับฉัน นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้น
สิ่งแรกคือภาพเขียน จากนั้นจึงเป็นหนังสือของเขา
แล้วก็ตามมาด้วยบทสัมภาษณ์ บทความ งานแปล
และความพยายามจะเข้าใจว่าโลกภายในของคนคนหนึ่ง
ซึ่งสร้างเรื่องเล่าลักษณะนี้ขึ้นมา ถูกหล่อหลอมอย่างไร
ต่อมาฉันถึงได้ทราบว่าเจ้าของผลงานมักจะมาที่แกลเลอรีในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์
และนั่นเองคือวิธีที่เรามาได้พบกัน
ศิลปะประเภทที่ทรงศีลพูดถึง มีพลังจริง ๆ ในการเชื่อมโยงผู้คนที่อาศัยอยู่คนละประเทศ
พูดกันคนละภาษา และตามปกติอาจไม่มีโอกาสได้พบกันเลย

บางที เรื่องราวที่สำคัญที่สุดหลายเรื่องในชีวิต ก็อาจเริ่มต้นจากการพบกันอย่างบังเอิญแบบนี้เอง
และบางที หนึ่งในเรื่องราวเหล่านั้น อาจได้เริ่มต้นขึ้นแล้วสำหรับคุณก็ได้
บทสัมภาษณ์โดย
มาเรีย ไรเดอร์ เป็นทั้งผู้จัดพิมพ์, ตัวแทนนักเขียน, นักเขียน และนักวิจัยเส้นทางการสร้างสรรค์
ตลอดเวลากว่า 25 ปี เธอทำงานอยู่ในแวดวงสำนักพิมพ์
ช่วยให้นักเขียนพัฒนาไอเดีย ประสบการณ์และการค้นหาตัวตนของพวกเขา ให้กลายเป็นหนังสือ

ในผลงานของเธอเอง หัวใจสำคัญคือประเด็นเรื่องความสร้างสรรค์ การแสวงหาทางจิตวิญญาณ
โลกภายในของผู้สร้างงาน และเส้นทางชีวิตทางเลือกที่ค่อย ๆ เปิดเผยตัวออกมานอกเหนือจากความจริงในแบบสามัญ
หนังสือและงานวิจัยของเธอสำรวจเรื่องความทรงจำ จินตนาการ ความหมาย การเลือก
และวิธีที่ความสร้างสรรค์ช่วยให้ผู้คนเข้าใจตัวเองได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

mariarider.ru/pressa / riderla.com/
EN / RU / THA